แชร์

กล้องวงจรปิดถูกแฮกแล้วต้องทำอย่างไร?

อัพเดทล่าสุด: 8 ต.ค. 2026
12 ผู้เข้าชม
กล้องวงจรปิดถูกแฮกแล้วต้องทำอย่างไร

ถ้าจู่ ๆ กล้องวงจรปิดถูกแฮก หรือสงสัยว่ามีคนอื่นเข้ามาดูภาพจากกล้องของเรา อย่าเพิ่งตกใจ และที่สำคัญคืออย่ารีบใช้งานกล้องต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะสิ่งที่ต้องทำก่อนคือ ตัดช่องทางการเข้าถึง ตรวจสอบบัญชี และเปลี่ยนการตั้งค่าที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย

อาการอย่างกล้องหมุนเอง มีอุปกรณ์ที่ไม่รู้จักเข้าบัญชี หรือพบการตั้งค่าที่เราไม่ได้เปลี่ยนเอง อาจเป็นสัญญาณที่ควรตรวจสอบ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ากล้องถูกแฮกแน่นอน เพราะอาการบางอย่างอาจเกิดจากปัญหาการเชื่อมต่อหรือระบบของอุปกรณ์ได้เช่นกัน

ถ้าสงสัยว่ามีการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต ให้เริ่มจากขั้นตอนด้านล่างนี้

1. ตัดการเชื่อมต่อกล้องก่อน หากสงสัยว่ามีคนกำลังเข้าถึง

สิ่งแรกที่ควรทำคือหยุดช่องทางที่อาจทำให้บุคคลอื่นเข้าถึงกล้องได้ หากกล้องสามารถถอดการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตหรือเครือข่ายได้ ให้พิจารณาตัดการเชื่อมต่อชั่วคราวตามคู่มือของผู้ผลิต

โดยเฉพาะกรณีที่พบพฤติกรรมน่าสงสัย เช่น กล้องเปลี่ยนทิศทางเอง หรือมีการแจ้งเตือนการเข้าสู่ระบบจากอุปกรณ์ที่ไม่รู้จัก การตัดการเชื่อมต่อจะช่วยหยุดการเข้าถึงจากระยะไกลระหว่างที่กำลังตรวจสอบระบบ

อย่างไรก็ตาม หากกล้องเป็นส่วนหนึ่งของระบบรักษาความปลอดภัยที่สำคัญ เช่น ร้านค้า โรงงาน หรือสำนักงาน ควรประเมินผลกระทบก่อนตัดระบบทั้งหมด เพราะอาจทำให้การบันทึกภาพหยุดลง

2. เปลี่ยนรหัสผ่านบัญชีกล้องทันที

หลังจากจัดการการเชื่อมต่อแล้ว ให้เปลี่ยนรหัสผ่านของบัญชีที่ใช้เข้าถึงกล้อง โดยเฉพาะบัญชีที่ใช้ผ่านแอปบนโทรศัพท์หรือระบบ Cloud

รหัสผ่านใหม่ควรเป็นรหัสที่ไม่เคยใช้กับบริการอื่น และไม่ควรใช้รหัสเดียวกับอีเมล Wi-Fi หรือบัญชีสำคัญอื่น ๆ

หากบัญชีของกล้องใช้รหัสผ่านเดียวกับบริการอื่น ให้เปลี่ยนรหัสผ่านของบริการเหล่านั้นด้วย เพราะปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ตัวกล้องเพียงอย่างเดียว

FTC แนะนำให้หลีกเลี่ยงรหัสผ่านเริ่มต้นและรหัสผ่านที่นำกลับมาใช้ซ้ำกับบัญชีอื่น รวมถึงควรเปิดใช้ระบบ Two-Factor Authentication หากบริการรองรับ

3. ตรวจสอบอุปกรณ์ที่เข้าสู่ระบบ

ถ้าแอปของกล้องมีเมนูสำหรับตรวจสอบอุปกรณ์ที่ Login หรือ Session ที่กำลังใช้งานอยู่ ให้ตรวจสอบทันที

มองหาอุปกรณ์ที่ไม่รู้จัก เช่น โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ หรือสถานที่เข้าสู่ระบบที่ไม่ตรงกับการใช้งานของคุณ

ถ้าพบอุปกรณ์ที่ไม่รู้จัก ให้ทำการ Logout หรือ Remove อุปกรณ์นั้นตามฟังก์ชันของแอป และเปลี่ยนรหัสผ่านอีกครั้งหากจำเป็น

การตรวจสอบตรงนี้สำคัญ เพราะการเปลี่ยนรหัสผ่านเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอในบางระบบ หากยังมี Session หรืออุปกรณ์ที่ได้รับสิทธิ์เข้าถึงบัญชีอยู่

4. เปิด Two-Factor Authentication ถ้ามี

ถ้าแอปหรือบัญชี Cloud ของกล้องรองรับ Two-Factor Authentication (2FA) ควรเปิดใช้งานหลังจากเปลี่ยนรหัสผ่าน

2FA เพิ่มขั้นตอนยืนยันตัวตนอีกชั้นหนึ่ง ทำให้การรู้เพียงรหัสผ่านไม่เพียงพอสำหรับการเข้าสู่บัญชีในระบบที่รองรับการยืนยันตัวตนแบบหลายขั้นตอน

นอกจากบัญชีกล้องแล้ว หากอีเมลที่ใช้สมัครบัญชีกล้องยังไม่ได้เปิด 2FA ก็ควรเปิดด้วย เพราะอีเมลอาจเป็นช่องทางสำหรับการกู้คืนบัญชี

5. อัปเดต Firmware และแอปของกล้อง

หลังจากควบคุมบัญชีได้แล้ว ให้ตรวจสอบว่า Firmware ของกล้องและแอปที่ใช้ควบคุมเป็นเวอร์ชันล่าสุดหรือไม่

การอัปเดตมีความสำคัญเพราะผู้ผลิตอาจออก Firmware เพื่อแก้ไขปัญหาหรือช่องโหว่ด้านความปลอดภัย รวมถึงปรับปรุงระบบของอุปกรณ์

National Cyber Security Centre (NCSC) แนะนำให้ผู้ใช้ติดตั้ง Software หรือ Firmware Update ของกล้องอย่างสม่ำเสมอ และหากมีระบบ Automatic Update ก็ควรเปิดใช้งานเมื่อเหมาะสม

อย่าดาวน์โหลด Firmware จากเว็บไซต์หรือไฟล์ที่ไม่ใช่แหล่งทางการของผู้ผลิต เพราะอาจทำให้เกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยเพิ่มขึ้น

6. ตรวจสอบ Router และการตั้งค่า Remote Access

บางครั้งปัญหาอาจไม่ได้เกิดจากบัญชีกล้องโดยตรง แต่อาจเกี่ยวข้องกับเครือข่ายที่กล้องเชื่อมต่ออยู่

ตรวจสอบ Router ว่ามีการเปิดฟังก์ชันที่ทำให้อุปกรณ์จากอินเทอร์เน็ตสามารถเข้าถึงเครือข่ายภายในหรือไม่ เช่น Port Forwarding หรือ UPnP ที่ไม่จำเป็น

NCSC แนะนำให้พิจารณาปิด UPnP และ Port Forwarding หากไม่ได้ใช้งาน เพราะฟังก์ชันเหล่านี้อาจเพิ่มช่องทางที่ผู้ไม่หวังดีใช้เข้าถึงอุปกรณ์ในเครือข่ายได้

หากไม่จำเป็นต้องดูภาพกล้องจากนอกบ้าน อาจพิจารณาปิด Remote Access ตามความสามารถของระบบด้วย

7. ถ้ายังสงสัย ให้ Factory Reset และตั้งค่าใหม่

ถ้าตรวจสอบแล้วแต่ยังพบพฤติกรรมน่าสงสัย หรือไม่สามารถควบคุมบัญชีและการตั้งค่าของกล้องได้ตามปกติ การ Factory Reset อาจเป็นขั้นตอนถัดไป

การ Reset จะล้างการตั้งค่าของกล้องและนำอุปกรณ์กลับไปสู่ค่าเริ่มต้น ทั้งนี้รายละเอียดแตกต่างกันไปตามรุ่น ดังนั้นควรทำตามขั้นตอนจากคู่มือหรือเว็บไซต์ Support ของผู้ผลิตโดยตรง

หลัง Reset แล้ว อย่าเพียงนำกล้องกลับมาใช้งานด้วยค่าเดิม ควรตั้งค่าความปลอดภัยใหม่ทั้งหมด เช่น สร้างรหัสผ่านใหม่ อัปเดต Firmware ตั้งค่าเครือข่าย และเปิด 2FA หากระบบรองรับ

หากต้องการดูขั้นตอนการรีเซ็ตโดยละเอียด สามารถอ่านบทความ รีเซ็ตกล้องวงจรปิดอย่างไร? วิธี Factory Reset แบบถูกต้อง

สัญญาณอะไรบ้างที่ควรสงสัยว่ากล้องอาจถูกเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต?

ไม่มีอาการใดที่สามารถยืนยันได้ด้วยตัวมันเองว่ากล้องถูกแฮก แต่หากพบหลายอย่างพร้อมกัน ควรตรวจสอบระบบทันที

  • พบอุปกรณ์ที่ไม่รู้จักในบัญชีกล้อง
  • พบประวัติการ Login ที่ไม่ใช่ของคุณ
  • การตั้งค่าบางอย่างเปลี่ยนไปโดยที่คุณไม่ได้เป็นคนเปลี่ยน
  • กล้องหมุนหรือเปลี่ยนมุมมองโดยไม่ได้สั่ง
  • มีการแจ้งเตือนการเข้าสู่ระบบที่ไม่รู้จัก
  • บัญชีไม่สามารถเข้าสู่ระบบด้วยรหัสผ่านเดิมได้โดยไม่ทราบสาเหตุ
  • พบความผิดปกติหลังจากติดตั้ง Firmware หรือ Software ที่ไม่ทราบแหล่งที่มา

อย่างไรก็ตาม อาการอย่างกล้อง Offline ภาพไม่ขึ้น หรือกล้องหมุนผิดตำแหน่งเพียงอย่างเดียว ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าถูกแฮก เพราะอาจเกิดจากปัญหา Wi-Fi, Internet, Motor หรือ Software ได้เช่นกัน

ถ้ากล้องถูกแฮก ภาพในกล้องจะถูกดูย้อนหลังได้ไหม?

ขึ้นอยู่กับว่าผู้ไม่หวังดีเข้าถึงระบบส่วนใดและกล้องบันทึกภาพไว้ที่ไหน

หากกล้องมี Cloud Storage และบัญชี Cloud ถูกเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต ผู้ไม่หวังดีอาจเข้าถึงข้อมูลที่บัญชีนั้นมีสิทธิ์ดูได้ตามความสามารถของระบบ

ส่วนกล้องที่บันทึกลง MicroSD Card หรืออุปกรณ์บันทึกภายใน ความเสี่ยงและขอบเขตการเข้าถึงจะขึ้นอยู่กับระบบของกล้องและวิธีที่ผู้ไม่หวังดีเข้าถึงอุปกรณ์

ดังนั้นหากพบเหตุการณ์จริง ควรตรวจสอบทั้งบัญชี Cloud กล้อง แอป และเครือข่าย ไม่ควรดูเฉพาะตัวกล้องอย่างเดียว

ถ้าสงสัยว่ากล้องถูกแฮก ควรลบภาพเก่าหรือไม่?

ไม่ควรรีบลบหลักฐานโดยไม่จำเป็น

หากเป็นเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยจริง ภาพบันทึก ประวัติการ Login การแจ้งเตือน และข้อมูลการเปลี่ยนแปลงบัญชีอาจมีประโยชน์ต่อการตรวจสอบว่าเกิดอะไรขึ้น

หากเป็นกล้องในบ้านและพบว่ามีผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าถึงภาพ ควรเปลี่ยนรหัสผ่านและรักษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องไว้ก่อน หากเป็นระบบของร้านค้า สำนักงาน หรือองค์กร ควรแจ้งผู้ดูแลระบบหรือผู้รับผิดชอบด้าน IT/Security เพื่อดำเนินการตรวจสอบตามขั้นตอนขององค์กร

หลังแก้ปัญหาแล้ว ป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำอย่างไร?

เมื่อควบคุมระบบกลับมาได้แล้ว อย่าหยุดแค่การเปลี่ยนรหัสผ่าน เพราะความปลอดภัยของกล้องเป็นเรื่องของทั้งอุปกรณ์ บัญชี และเครือข่าย

  • เปลี่ยนรหัสผ่านเริ่มต้นทันที
  • ไม่ใช้รหัสผ่านซ้ำกับบัญชีอื่น
  • เปิด 2FA หากระบบรองรับ
  • อัปเดต Firmware และแอปอยู่เสมอ
  • ปิด Remote Access เมื่อไม่จำเป็น
  • ตรวจสอบ Router และ Network เป็นระยะ
  • พิจารณาแยกเครือข่ายสำหรับกล้องกับอุปกรณ์สำคัญอื่น
  • ซื้อและใช้งานอุปกรณ์ที่ผู้ผลิตยังให้ Security Update

FTC แนะนำให้ดูแลความปลอดภัยของ Router ใช้ WPA2 หรือ WPA3 อัปเดตซอฟต์แวร์ และพิจารณาแยกเครือข่ายของกล้องออกจากอุปกรณ์อื่น เช่น คอมพิวเตอร์หรือเครื่องพิมพ์ เพื่อจำกัดผลกระทบหากอุปกรณ์ใดอุปกรณ์หนึ่งถูกโจมตี

สรุป: กล้องวงจรปิดถูกแฮก อย่าเพิ่งรีบซื้อกล้องใหม่

ถ้าสงสัยว่า กล้องวงจรปิดถูกแฮก สิ่งแรกที่ควรทำไม่ใช่รีบเปลี่ยนกล้อง แต่ควรจัดการตามลำดับ ได้แก่ ตัดการเชื่อมต่อเมื่อจำเป็น เปลี่ยนรหัสผ่าน ตรวจสอบอุปกรณ์ที่ Login เปิด 2FA อัปเดต Firmware ตรวจสอบ Router และ Remote Access Factory Reset หากยังควบคุมระบบไม่ได้

ที่สำคัญคืออย่าเพิ่งสรุปจากอาการเพียงอย่างเดียวว่ากล้องถูกแฮก เพราะปัญหาอย่าง Offline, ภาพไม่ขึ้น หรือกล้องหมุนผิดปกติอาจเกิดจากสาเหตุทางเทคนิคอื่นได้

หัวใจสำคัญคือ ทำให้แน่ใจก่อนว่าใครสามารถเข้าถึงกล้องได้บ้าง และปิดช่องทางที่ไม่จำเป็น เพราะกล้องวงจรปิดที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไม่ได้มีแค่เรื่องภาพชัดหรือดูผ่านมือถือได้ แต่ยังต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของบัญชี อุปกรณ์ และเครือข่ายด้วย

แหล่งอ้างอิง


บทความที่เกี่ยวข้อง
icon-messenger
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้